วันนี้ Joyrawee จะพามารู้จักกับผักพื้นบ้านอีกชนิดหนึ่งที่มีอยู่ในสวนของ Joyrawee เองนะคะ เชื่อว่าที่บ้านของเพื่อนๆ หลายคนก็น่าจะมีปลูกไว้เช่นเดียวกัน เราไปดูกันค่ะว่าเจ้าผักชนิดนี้คืออะไร
มะระขี้นก (Bitter gourd)
มีชื่ออื่นๆ ว่า มะไห่ มะนอย ผักไห่ มะห่วย ผักไซ สุพะเด สุพะซู มะระหนู มะร้อยรู ผักเหย ผักไห ระ ผักสะไล ผักไส่ ผักไซร้ โกควยเกี๋ยะ โควกวย มะระเล็ก บัลซามิโน่ เป็นต้น
เป็นพืชจัดอยู่ในวงศ์แตง Cucurbitaceae มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเขตร้อนของเอเชียและทางตอนเหนือของแอฟริกาเขตร้อน
เป็นพืชล้มลุกลำต้นเป็นเถาเลื้อยเช่นเดียวกับบวบ แตงกวา มีเถาสีเขียวขนาดเล็กมี 5 เหลี่ยม มีขนทั่วไป มีมือเกาะซึ่งเปลี่ยนมาจากใบเจริญออกมาจากส่วนของข้อใช้สำหรับยึดจับ
ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับกัน ก้านใบยาว ขอบใบเว้าหยักลึกเข้าไปในตัวใบ 5-7 หยัก ปลายใบแหลม เส้นใบแยกออกจากจุดเดียวกันแล้วแตกเป็นร่างแห มีขนอ่อนนุ่มปกคลุมเล็กน้อย เมื่อแก่จัดจะมีสีเขียวเข้ม
ดอกเป็นดอกเดี่ยวแยกเพศอยู่ในต้นเดียวกัน เจริญมาจากข้อ มีกลีบ 5 กลีบ สีเขียวปนเหลือง กลีบในมี 5 กลีบ สีเหลืองสด ดอกตัวผู้เจริญออกมาก่อนดอกตัวเมีย เกสรตัวผู้มี 3 อัน แต่ละอันมีก้านชูเกสรตัวผู้ 3 อัน และมีอับเรณู 3 อัน ดอกตัวเมียมีรังไข่แบบหลบใน มีรังไข่ 1 อัน ก้านชูเกสรตัวเมีย 3 อัน
ผลเป็นรูปร่างคล้ายกระสวย ผิวเปลือกขรุขระและมีปุ่มยื่นออกมา ผลอ่อนจะมีสีเขียวแต่ถ้าเป็นผลแก่จะออกสีเหลืองอมแดง ปลายของผลจะแตกเป็น 3 แฉก
เมล็ดมีรูปร่างกลมรี แบน ปลายแหลมสีฟางข้าว เมื่อแก่เต็มที่มีเมือกสีแดงสดห่อหุ้มเมล็ดอยู่
ประโยชน์ ผลและยอดอ่อนสามารถรับประทานเป็นผักสดกับน้ำพริกหรือลวกก่อนนำมาทาน เป็นพืชที่มีคุณค่าทางอาหารสูง สามารถนำไปประกอบอาหารอื่นๆ ได้ เป็นสมุนไพรช่วยในการชะลอความแก่ชราได้ ช่วยรักษาโรคหอบหืด ผลช่วยลดความดันโลหิต ช่วยบำบัดและรักษาโรคเบาหวาน ช่วยบำรุงสายตา ช่วยบำรุงระดู ช่วยรักษาแผลบวมเป็นหนอง ช่วยต่อต้านเชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย ยีสต์ โปรโตซัว เชื้อมาลาเรีย ช่วยยับยั่งเชื้อเอดส์หรือ HIV ใบช่วยดับพิษฝีร้อน ช่วยแก้อาการปวดเมื่อย แก้อาการฟกช้ำบวม ช่วยบำรุงน้ำดี ช่วยขับลม รักษาโรคตับ โรคม้าม ช่วยขับระดู ช่วยขับพยาธิตัวกลม แก้อาการจุกเสียด แน่นท้อง ช่วยแก้อาการไอเรื้อรัง ช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะ ช่วยดับพิษร้อนในร่างกาย ช่วยในการนอนหลับ รากช่วยลดเสมหะ ช่วยแก้อาการปวดฟัน ช่วยรักษาอาการบิดถ่ายเป็นเลือดหรือมูกเลือด ช่วยรักษาโรคริดสีดวงทวาร ผลแห้งช่วยรักษาอาการของโรคหิด เป็นต้น
ข้อควรระวัง สตรีมีครรภ์ เด็กหรือผู้ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานมะระขี้นกโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้น้ำตาลในเลือดต่ำลงได้ ผลสุกก็ควรหลีกเลี่ยงเช่นกันเพราะมีสารที่จะทำให้เกิดอาการระบบประสาทผิดปกติ เกิดอาการอาเจียน ท้องร่วง หรือช็อกหมดสติได้
วันพุธที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2562
มะระขี้นก (Bitter gourd)
เปราะป่า (Peacock ginger)
วันนี้เราจะมาแนะนำพรรณพืชอีชนิดหนึ่งให้เพื่อนได้รู้จักกันเพิ่มเติมนะคะ แถวอีสานบ้าน joyrawee เขาจะชอบเรียกกันว่า "ผักตูบหมูบ" สำหรับคนภาคกลางจะเรียกว่า "เปราะป่า" และพื้นที่อื่นๆ ก็จะเรียกแตกต่างกันออกไปตามท้องถิ่นของตัวเอง เราไปดูหน้ากันดีกว่าค่ะว่าเจ้า "ผักตูบหมูบ" ที่ชาวบ้านแถวอีสานชอบเรียกกันนี้มีหน้าตาเป็นอย่างไรบ้างไปดูกันเลย!
เปราะป่า (Peacock ginger)
มีชื่ออื่นๆ ว่า ตูบหมูบ ว่านตูบหมูบ เอื้องดิน เปราะ ว่านส้ม หัวหญิง ว่านหอม เปราะเถื่อน เปราะเขา ว่านดอกดิน ว่านอีมูบ ว่านนกยูง ว่านหาวนอน ว่านนอนหลับ ว่านแผ่นดินเย็น เป็นต้น
เป็นพืชในวงศ์ขิง Zingiberaceae การกระจายพันธุ์พบในประเทศพม่า อินเดีย ส่วนไทยพบตามพื้นที่โล่งในป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ของทุกภาค
เป็นพืชลงหัวขนาดเล็ก มีเหง้าสั้นและรากเป็นกระจุก หัวเปราะป่าหรือเหง้าสั้นและมีขนาดเล็ก ลักษณะของเหง้าเป็นรูปทรงกลม สีน้ำตาล ที่ผิวมีรอยข้อปล้องอย่างชัดเจน ออกรากจากเหง้าหลักเป็นเส้นกลมยาว เหง้ามีกลิ่นหอม รสร้อนเผ็ดและขมจัด
ใบมีใบเป็นใบเดี๋ยว ใบอ่อนจะม้วนเป็นกระบอกตั้งขึ้น เมื่อแก่จะแผ่ราบบนหน้าดิน ใบไม่มีก้านใบ หนึ่งต้นจะมีใบเพียง 2 ใบ ใบมีสีเขียวเข้มขอบใบมีสีม่วงแดง เป็นรูปทรงกลมหรือรูปรี ปลายใบแหลม โคนใบเป็นรูปลิ่ม หลังใบเรียบด้านล่างมีขน มีลิ้นใบรูปสามเหลี่ยม
ดอกช่อดอกแทงออกมาจากตรงกลางระหว่างกาบใบทั้ง 2 มีกลีบดอกเป็นหลอด ปลายแยกเป็น
กลีบรูปแถบ กลีบหลังยาวและมีขนาดกว้างกว่ากลีบข้าง ดอกจะมีสีขาว กลีบดอกบอบบาง มีดอกย่อยประมาณ 6-8 ดอก มีใบประดับสีขาวอมเขียว เป็นรูปใบหอก เกสรตัวผู้เป็นหมันจะมีสีขาวเป็นรูปไข่กลับแกมรูปลิ่ม กลีบปากมีสีม่วง มีแถบสีขาวอยู่ระหว่างเส้นกลางกลีบกับขอบกลีบเป็นรูปไข่กลับแกมแกมรูปลิ่ม มีปลายหยักและลึกมาก เกสรตัวผู้นั้นเกือบไม่มีก้านหรืออาจมีก้านยาวเพียง 1 มิลลิเมตร มีกลีบเลี้ยงเชื่อมกันเป็นหลอดยาวและส่วนปลายแยกเป็น 2 แฉก
ผลเป็นรูปไข่มีสีขาวแตกเป็น 3 พู ภายในผลมีเมล็ดเป็นรูปไข่ มีสีน้ำตาล
ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดและการแยกเหง้าหรือหัว
ประโยชน์ ใบอ่อนสามารถรับประทานเป็นผักจิ้มน้ำพริกได้ ทำเครื่องเคียง เครื่องเทศ ใช้น้ำมันหอมระเหยจากหัวผลิตเป็นน้ำหอม เป็นไม้ประดับ เป็นไม้มงคล เป็นสมุนไพร หัวใช้เป็นยาแก้ไข้ แก้หวัด แก้อาการไอ แก้กำเดา แก้เสมหะ ขับลมในลำไส้ แก้ลมพิษ ผดผื่นคัน ต้มดื่มเป็นยาแก้อัมพาต ใบแก้เกลื้อนช้าง บรรเทาอาการเจ็บคอ ดอกแก้อาการอักเสบ ตาแฉะ เป็นต้น
เปราะป่า (Peacock ginger)
มีชื่ออื่นๆ ว่า ตูบหมูบ ว่านตูบหมูบ เอื้องดิน เปราะ ว่านส้ม หัวหญิง ว่านหอม เปราะเถื่อน เปราะเขา ว่านดอกดิน ว่านอีมูบ ว่านนกยูง ว่านหาวนอน ว่านนอนหลับ ว่านแผ่นดินเย็น เป็นต้น
เป็นพืชในวงศ์ขิง Zingiberaceae การกระจายพันธุ์พบในประเทศพม่า อินเดีย ส่วนไทยพบตามพื้นที่โล่งในป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ของทุกภาค
เป็นพืชลงหัวขนาดเล็ก มีเหง้าสั้นและรากเป็นกระจุก หัวเปราะป่าหรือเหง้าสั้นและมีขนาดเล็ก ลักษณะของเหง้าเป็นรูปทรงกลม สีน้ำตาล ที่ผิวมีรอยข้อปล้องอย่างชัดเจน ออกรากจากเหง้าหลักเป็นเส้นกลมยาว เหง้ามีกลิ่นหอม รสร้อนเผ็ดและขมจัด
ใบมีใบเป็นใบเดี๋ยว ใบอ่อนจะม้วนเป็นกระบอกตั้งขึ้น เมื่อแก่จะแผ่ราบบนหน้าดิน ใบไม่มีก้านใบ หนึ่งต้นจะมีใบเพียง 2 ใบ ใบมีสีเขียวเข้มขอบใบมีสีม่วงแดง เป็นรูปทรงกลมหรือรูปรี ปลายใบแหลม โคนใบเป็นรูปลิ่ม หลังใบเรียบด้านล่างมีขน มีลิ้นใบรูปสามเหลี่ยม
ดอกช่อดอกแทงออกมาจากตรงกลางระหว่างกาบใบทั้ง 2 มีกลีบดอกเป็นหลอด ปลายแยกเป็น
กลีบรูปแถบ กลีบหลังยาวและมีขนาดกว้างกว่ากลีบข้าง ดอกจะมีสีขาว กลีบดอกบอบบาง มีดอกย่อยประมาณ 6-8 ดอก มีใบประดับสีขาวอมเขียว เป็นรูปใบหอก เกสรตัวผู้เป็นหมันจะมีสีขาวเป็นรูปไข่กลับแกมรูปลิ่ม กลีบปากมีสีม่วง มีแถบสีขาวอยู่ระหว่างเส้นกลางกลีบกับขอบกลีบเป็นรูปไข่กลับแกมแกมรูปลิ่ม มีปลายหยักและลึกมาก เกสรตัวผู้นั้นเกือบไม่มีก้านหรืออาจมีก้านยาวเพียง 1 มิลลิเมตร มีกลีบเลี้ยงเชื่อมกันเป็นหลอดยาวและส่วนปลายแยกเป็น 2 แฉก
ผลเป็นรูปไข่มีสีขาวแตกเป็น 3 พู ภายในผลมีเมล็ดเป็นรูปไข่ มีสีน้ำตาล
ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดและการแยกเหง้าหรือหัว
ประโยชน์ ใบอ่อนสามารถรับประทานเป็นผักจิ้มน้ำพริกได้ ทำเครื่องเคียง เครื่องเทศ ใช้น้ำมันหอมระเหยจากหัวผลิตเป็นน้ำหอม เป็นไม้ประดับ เป็นไม้มงคล เป็นสมุนไพร หัวใช้เป็นยาแก้ไข้ แก้หวัด แก้อาการไอ แก้กำเดา แก้เสมหะ ขับลมในลำไส้ แก้ลมพิษ ผดผื่นคัน ต้มดื่มเป็นยาแก้อัมพาต ใบแก้เกลื้อนช้าง บรรเทาอาการเจ็บคอ ดอกแก้อาการอักเสบ ตาแฉะ เป็นต้น
ป้ายกำกับ:
ตูบหมูบ,
เปราะป่า,
ผักป่า,
ว่านตูบหมูบ,
ว่านอีมูบ,
เอื้องดิน,
Joyrawee,
Peacock ginger
ผักติ้ว (Cratoxylum formosum)
วันนี้จะมาแนะนำผักป่าพื้นบ้านชนิดหนึ่งแถวบ้านเกิด Joyrawee ให้เพื่อนๆ ได้รู้จักกันนะคะ บางท่านอาจจะรู้จักกันแล้วและคุ้นเคยเป็นอย่างดี แต่บางท่านอาจจะยังไม่รู้จัก เราไปดูกันเลยค่ะว่าผักชนิดนี้คือผักอะไร?
ผักติ้ว (Cratoxylum formosum)
มีชื่ออื่นๆ ว่า ผักแต้ว ติ้วส้ม ขี้ติ้ว แต้วหอม แต้วหิน ติ้วขาว ติ้วหนาม ตาว ติ้วแดง ผักเตา เตา กวยโชง ไม้ติ้ว กุยฉ่องเซ้า เน็คเคร่แย มัมปัต ญั่ญหงั่ญแด็ป มะโตะ ติ้วยาง ติ้วเลือด ติ้วเหลือง ราเง้ง เป็นต้น เป็นพืชในวงศ์ Hypericaceae, Guttiferae, Cratoxylum มีถิ่นกำเนิดพบแพร่กระจายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น พม่า ลาว เวียดนาม จีนตอนใต้ บรูไน กัมพูชา อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลลิปปินส์ สิงคโปร์และไทย
เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูงประมาณ 8-15 เมตร หรือมากกว่า เปลือกต้นสีเทาหรือสีน้ำตาลแดง แตกล่อนเป็นสะเก็ด เปลือกชั้นในสีน้ำตาลแกมเหลือวมียางสีน้ำตาลหรือสีเหลืองปนแดงซึมออกมาเมื่อถูกตัดหรือเกิดแผล เรือนยอดเป็นทรงกลม โคนต้นมีหนาม กิ่งก้านเรียว ส่วนกิ่งอ่อนมีขนนุ่มอยู่ทั่วไป
ใบเป็นพืชใบเลี้ยงคู่ ออกเป็นใบเดี่ยวออกเรียงตรงข้ามกัน ใบรูปรีแกมรูปไข่กลับหรือรูปขอบขนาน ปลายใบมนหรือแหลม โคนใบสอบเรียบ ส่วนของใบโค้งเรียบ ผิวใบทั้งสองด้านมีขนละเอียด ใบอ่อนจะเป็นสีชมพูอ่อนถึงแดง เรียบและมันวาว ใบแก่จะเป็นสีเขียวสดเรียบเกลี้ยง หลังใบมนเป็นมัน ส่วนท้องใบมีต่อมกระจายอยู่ทั่วไป ใบแก่เป็นสีแดงหรือสีแสด มีเส้นข้างใบประมาณ 7-8 คู่ โดยจะโค้งจรดกันใกล้ขอบใบ
ขยายพันธุ์ด้วยการใช้เมล็ดและตอนกิ่ง
ผักติ้ว (Cratoxylum formosum)
มีชื่ออื่นๆ ว่า ผักแต้ว ติ้วส้ม ขี้ติ้ว แต้วหอม แต้วหิน ติ้วขาว ติ้วหนาม ตาว ติ้วแดง ผักเตา เตา กวยโชง ไม้ติ้ว กุยฉ่องเซ้า เน็คเคร่แย มัมปัต ญั่ญหงั่ญแด็ป มะโตะ ติ้วยาง ติ้วเลือด ติ้วเหลือง ราเง้ง เป็นต้น เป็นพืชในวงศ์ Hypericaceae, Guttiferae, Cratoxylum มีถิ่นกำเนิดพบแพร่กระจายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น พม่า ลาว เวียดนาม จีนตอนใต้ บรูไน กัมพูชา อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลลิปปินส์ สิงคโปร์และไทย
เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูงประมาณ 8-15 เมตร หรือมากกว่า เปลือกต้นสีเทาหรือสีน้ำตาลแดง แตกล่อนเป็นสะเก็ด เปลือกชั้นในสีน้ำตาลแกมเหลือวมียางสีน้ำตาลหรือสีเหลืองปนแดงซึมออกมาเมื่อถูกตัดหรือเกิดแผล เรือนยอดเป็นทรงกลม โคนต้นมีหนาม กิ่งก้านเรียว ส่วนกิ่งอ่อนมีขนนุ่มอยู่ทั่วไป
ใบเป็นพืชใบเลี้ยงคู่ ออกเป็นใบเดี่ยวออกเรียงตรงข้ามกัน ใบรูปรีแกมรูปไข่กลับหรือรูปขอบขนาน ปลายใบมนหรือแหลม โคนใบสอบเรียบ ส่วนของใบโค้งเรียบ ผิวใบทั้งสองด้านมีขนละเอียด ใบอ่อนจะเป็นสีชมพูอ่อนถึงแดง เรียบและมันวาว ใบแก่จะเป็นสีเขียวสดเรียบเกลี้ยง หลังใบมนเป็นมัน ส่วนท้องใบมีต่อมกระจายอยู่ทั่วไป ใบแก่เป็นสีแดงหรือสีแสด มีเส้นข้างใบประมาณ 7-8 คู่ โดยจะโค้งจรดกันใกล้ขอบใบ
ขยายพันธุ์ด้วยการใช้เมล็ดและตอนกิ่ง
ดอกออกเป็นช่อแบบกระจุกตามกิ่งเหนือรอยแผลของใบ กลีบดอกเป็นสีขาวอมชมพูอ่อนถึงสีแดง กลีบดอกมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ออกตามซอกใบหลุดร่วงได้ง่าย ดอกมี 5 กลีบ ก้านดอกเรียวเล็ก ดอกมีเกสรตัวผู้สีเหลืองสั้นๆ อยู่จำนวนมาก ก้านเกสรเชื่อมติดกันเป็นกลุ่ม 3 กลุ่ม ส่วนเกสรตัวเมัยก้านเกสรเป็นสีเขียวอ่อน มี 3 อัน และมีรังไข่อยู่เหนือวงกลีบ ดอกมีกลับเลี้ยง 5 กลีบ สีเขียวอ่อนปนสีแดง
ผลเป็นแบบแห้งและแตกได้ เป็นรูปไข่แกมรูปกระสวย ผิวผลมีนวลสีขาว ผลแก่จะเป็นสีน้ำตาลหรือสีน้ำตาลดำเป็นผลแบบแคปซูล ปลายแหลม ผิวเรียบและแข็ง จะแตกออกเป็น 3 แฉกเมื่อแก่ ภายในผลมีเมล็ดสีน้ำตาล ส่วนที่ฐานดอกมีกลีบเลี้ยงยังคงอยู่
ประโยชน์ ยอดอ่อน ใบอ่อนและดอกอ่อน รับประทานเป็นผักสดได้หรือนำไปประกอบอาหารอื่นๆ ได้ เป็นสมุนไพร ยอด ใบอ่อน ดอก เถา ช่วยบำรุงโลหิต ช่วยแก้ปะดง ขับลม แก้อาการปวดตามข้อ แก้ไขข้อพิการ ยางทารักษารอยแผลแตกของส้นเท้า แก้อาการคัน แก่นและลำต้นแช่น้ำดื่ม แก้ประดงเลือดหรืออาการเลืแดไหลไม่หยุด รากและใบต้มน้ำกินแก้ปวดท้อง เป็นต้น
ป้ายกำกับ:
ผักติ้ว,
ผักติ้วขน,
ผักติ้วขาว,
ผักแต้ว,
ผักป่า,
Cratoxylum formosum,
Joyrawee
กลอย (Asiatic bitter yam)
วันนี้ Joyrawee จะมาแนะนำพืชอีกชนิดหนึ่งซึ่งเกิดอยู่ในสวนหลังบ้าน บางท่านอาจจะค้นเคยกันเป็นอย่างดี แต่บางท่านอาจจะยังไม่รู้จักหรืออาจจะเคยเห็นมาบ้างแล้วแต่ไม่รู้ว่ามันชื่ออะไร เราไปดูกันดีกว่าค่ะว่าเจ้าพืชชนิดนี้คืออะไร ไปดูกันเลย!
กลอย (Asiatic bitter yam)
มีชื่ออื่นๆ ว่า มันกลอย กลอยข้าวเหนียว กลอยไข่ กลอยนก กอย กลอยข้าจ้าว ว่านกลอยจืด กลอยหัวช้าง กลอยระกำ คลี้ กลอยหัวเหนียว เป็นต้น
เป็นพืชในวงศ์ Dioscoreaceae สกุล Dioscorea พบมากในบริเวณเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน เช่น แอฟริกา อเมริกากลาง หมู่เกาะแปซิฟิก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินเดีย จีนตอนใต้ นิวกินีและไทยพบทั่วทุกภาค ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและหัวที่อยู่ใต้ดิน
กลอย (Asiatic bitter yam)
มีชื่ออื่นๆ ว่า มันกลอย กลอยข้าวเหนียว กลอยไข่ กลอยนก กอย กลอยข้าจ้าว ว่านกลอยจืด กลอยหัวช้าง กลอยระกำ คลี้ กลอยหัวเหนียว เป็นต้น
เป็นพืชในวงศ์ Dioscoreaceae สกุล Dioscorea พบมากในบริเวณเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน เช่น แอฟริกา อเมริกากลาง หมู่เกาะแปซิฟิก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินเดีย จีนตอนใต้ นิวกินีและไทยพบทั่วทุกภาค ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและหัวที่อยู่ใต้ดิน
เป็นไม้เถาล้มลุกเจริญเลื้อยพันธุ์ต้นไม้อื่น ไมมีมือเกาะ มีหัวใต้ดิน ลำต้นกลมมีหนามเล็กๆ กระจายทั่วไปและมีขนนุ่มๆ สีขาวปกคลุม มีรากเจริญเป็นหัวสะสมอาหารอยู่ใต้ดิน
ใบเป็นใบประกอบเรียงตัวแบบเกลียว ผิวใบสากมือ มีขนปกคลุม มีใบย่อย 3 ใบ ใบกลางแผ่นใบรูปรีแกมขอบขนาน ปลายเรียวแหลม โคนแหลม ขอบใบเรียบ เส้นใบนูน ใบย่อย 2 ใบ แผ่นใบรูปไข่ รูปไข่กลับ ขนาดสั้นกว่าใบกลางแต่กว้างกว่า ปลายแหลม โคนกลม เส้นใบออกจากจุดเดียวกัน
หัวใต้ดินส่วนมากกลมรีบางทีเป็นพู มีรากเล็กๆ กระจายทั่วทั้งหัว มี 3-5 หัวต่อต้น เปลือกหัวบางสีน้ำตาลออกเหลือง เนื้อในหัวมี 2 ชนิด คือ สีขาว (กลอยหัวเหนียว) และสีครีม (กลอยไข่ กลอยเหลือง)
ดอกออกเป็นช่อแบบแยกแขนง แยกเพศอยู่คนละต้น ดอกย่อยมีขนาดเล็กจำนวน 30-50 ดอก สีเขียว ออกตามซอกใบห้อยลง ดอกเพศผู้ออกเป็นช่อแยกแขนง 2-3 ชั้น ดอกตั้งขึ้น ยาวได้ถึงประมาณ 40 ซม. เกสรตัวผู้จำนวน 6 อัน ดอกเพศเมีย ออกเป็นช่อชั้นเดียว ดอกชี้ลงดิน กลีบเลี้ยงและกลีบดอฏอย่างละ 6 กลีบ เรียงเป็น 2 วง
ผลแก่แตกได้ มีสีน้ำผึ้ง มีครีบ 3 ครีบ คล้ายมะเฟือง แต่ละครีบมี 1 เมล็ด ผิวเกลี้ยงเมล็ดกลมแบน มีปีกบางใสรอบเมล็ดช่วยในการปลิวลอยไปกับลมได้
ประโยชน์ หัวสามารถรับประทานได้แต่ต้องล้างให้สะอาดและทำให้สุกก่อน หัวกลอยให้แป้งมากแต่มีสารไดออสคอรีนมีผลต่อระบบประสาทส่วนกลางซึ่งอาจทำให้ถึงตายได้ ทำให้เมา คันคอ เหงื่อออก อาเจียน ตาพร่า วิงเวียน ใจสั่น ต้องนำมาทำให้หมดพิษโดยปอกเปลือกทิ้ง แล้วหั่นเป็นแผ่นบางๆ ใส่ชะลอมหรือตะกร้าแล้วนำไปแช่ทิ้งไว้ให้น้ำไหลผ่านเช่น น้ำตก น้ำห้วย น้ำทะเล สัก 2-3 วัน ล้างให้สะอาดแล้วนำไปนึ่ง หรือนำไปต้มในน้ำเกลือโดยต้องเปลี่ยนน้ำล้างหลายๆ หนเพื่อให้สารพิษออกใ้หมดแล้วจึงนำไปรับประทานได้ ด้านสมุนไพร หัวใต้ดินหั่นเป็นแผ่นบางๆ ปิดบริเวณที่มีอาการบวมอักเสบ แก้เถาดาน (อาการแข็งเป็นลำในท้อง) หุงเป็นน้ำมันใส่แผล กัดฝ้า กัดหนอง หัวแห้งปรุงเป็นยาแก้น้ำเหลืองเสีย ขับปัสสาวะ แก้ปวดตามข้อ ฝีมะม่วง โรคซิฟิลิส รากบดผสมกับน้ำมันมะพร้าวใบยาสูบใบลำโพงหรือพริกใช้ทาหรือพอกฆ่าหนอนในแผลสัตว์เลี้ยงได้ เป็นต้น
ป้ายกำกับ:
กลอย,
กลอยหัวช้าง,
กอย,
คลี้,
พืชป่า,
Asiatic better yam,
Joyrawee
วันอังคารที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2562
หมากผีผ่วน (Carabao teats)
วันนี้เราจะมาแนะนำดอกไม้ป่ากันค่ะ ซึ่งมีผลสุกสามารถรับประทานได้รสชาติเปรี้ยวอมหวาน มันอยู่ในสวนหลังบ้านของ Joyrawee เองค่ะ วันนี้มันยังออกผลแต่กำลังเริ่มออกดอกแล้วค่ะ ไปดูกันเลยค่ะว่าดอกของมันจะสวยแค่ไหนกัน
หมากผีผ่วน (Carabao teats)
มีชื่ออื่นๆ ว่า นมควาย พีพวนน้อย นมแมว นมวัว พีพวน หำลิง ติงตัง ตีนตั่งเครือ สีม่วน บุหงาใหญ่ นมแมวป่า ลูกเตรียน กรัล เป็นต้น เป็นพืชในวงศ์ Annonaceae มีถิ่นกำเนิดและกระจายพันธุ์ในหลายประเทศ เช่น อินเดีย ศรีลังกา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับประเทศไทยจะพบได้ทุกภาค
หมากผีผ่วน (Carabao teats)
มีชื่ออื่นๆ ว่า นมควาย พีพวนน้อย นมแมว นมวัว พีพวน หำลิง ติงตัง ตีนตั่งเครือ สีม่วน บุหงาใหญ่ นมแมวป่า ลูกเตรียน กรัล เป็นต้น เป็นพืชในวงศ์ Annonaceae มีถิ่นกำเนิดและกระจายพันธุ์ในหลายประเทศ เช่น อินเดีย ศรีลังกา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับประเทศไทยจะพบได้ทุกภาค
เป็นไม้เถาเลื้อยมักทอดเลื้อยบนต้นไม้สูง กิ่งก้านและยอดอ่อนปกคลุมด้วยขยละเอียดสีน้ำตาลแดงหนาแน่น เปลือกลำต้นสีม่วงอมเทา
ใบเป็นใบเดี๋ยว เรียงสลับ เนื้อไม้แข็ง รูปรีแกมขอบขนาน รูปไข่แกมขอบขนานหรือรูปรีแกมรูปไข่กลับ ปลายแหลมหรือเรียวแหลม โคนมนหรือกลม ขอบเรียบ แผ่นใบบางคล้ายกระดาษ หลังใบมีขนรูปดาวแข็ง ด้านล่างมีขนอ่อนนุ่มหนาแน่น เส้นใบ 8-15 คู่
ดอกออกเป็นดอกเดี่ยวหรือออกเป็นกระจุก 2-3 ดอก ที่กิ่งก้าน ออกตรงข้ามใบหรือเหนือซอกใบมีขนกระจายหนาแน่น ใบประดับมี 1 ใบ รูปสามเหลี่ยมปลายมนติดตรงกลางก้านดอก กลีบเลี้ยง 3 กลีบ บางคล้ายกระดาษมีขนปกคลุม เชื่อมติดกันที่โคนเล็กน้อย ปลายแยกเป็น 3 แฉก ดอกสีแดงสดแล้วเปลี่ยนเป็นสีแดงเลือดนก มีกลิ่นหอมกลีบดอกรูปรีแกมรูปไข่กลับ ปลายมนหรือกลมมีขนทั้งสองด้าน ดอกบานเต็มที่กลีบมักโค้งลงไปทางก้านดอก โคนและปลายตัด ขอบเรียบ วงนอกมักเป็นหมัน
ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด
ผลออกเป็นกลุ่มรูปรีหรือรูปรีแกมขอบขนาน มีขนสีน้ำตาลสั้นๆ ปกคลุม ผลเริ่มสุกสีเหลือง เมื่อสุกเต็มที่จะมีสีแดงสด เนื้อข้างในสีขาว เมล็ดรูปรี โคนเว้าปลายมน ขอบเรียบ ผิวเกลี้ยงสีน้ำตาล
ประโยชน์ ผลสุกสามารถรับประทานได้ เป็นสมุนไพร เนื้อไม้และรากต้มกินแก้ไข้ รากแก้ผอมแห้งสำหรับสตรีอยู่ไฟหลังคลอดบุตร บำรุงน้ำนม ผลแก้เม็ดผื่นคันตามตัว เป็นยาถอนพิษ ผลสุกบดกับน้ำทาแก้ผดผื่นคัน รักษาโรคหืด เป็นต้น
ป้ายกำกับ:
ดอกไม้ป่า,
นมควาย,
บุหงาใหญ่,
ผลไม้ป่า,
พีพวนน้อย,
หมากผีผ่วน,
Carabao teats,
Joyrawee
ลำบิดดง (Diospyros filipendula pierre ex lecomte)
วันนี้ Joyrawee ได้มีโอกาสกลับบ้านที่ต่างจังหวัดนั่นก็คือ จังหวัดอุบลราชธานี นั่นเองค่ะ ในป่าแถวบ้านจะมีต้นไม้เกิดขึ้นมาเยอะแยะเลยรวมถึงเจ้าลูกกลมๆ ที่ Joyrawee จะนำมาให้เพื่อนๆ ดูนี้ด้วยค่ะ มันคือ ลำบิดดง หรือที่แถวบ้านจะชอบเรียกว่า "หมากคันจ้อง" นั่นเองค่ะ เราไปดูกันดีกว่าค่ะว่ามันมีลักษณะอย่างไร ไปกันเลย!
ลำบิดดง (Diospyrosfilipendula pierre ex lecomte)
มีชื่ออื่นๆ ว่า จังนัง คันจอง คันจ้อง ดำบิดดง จูมจ้อง เป็นต้น เป็นพืชในวงศ์ Ebenaceae
เป็นไม้ยืนต้น ไม่ผลัดใบ สูงได้ถึงประมาณ 10-12 เมตร เปลือกสีเทาปนน้ำตาล
ใบ เป็นใบเดี่ยวเรึยงสลับ รูปหัวใจ รูปวงรีถึงรูปขอบขนาน ปลายใบแหลมหรือมน โคนใบแหลมมนหรือรูปหัวใจ แผ่นใบบางมีขนสั้นหนานุ่ม มีขนตลอดเส้นกลางใบ
ดอก แยกเพศอยู่คนละต้น กลีบดอกและกลีบเลี้ยงมีอย่างละ 4 กลีบ ดอกตัวผู้ออกเป็นกระจุกที่ซอกใบ ดอกย่อย 2-3 ดอก กลีบเลี้ยงรูประฆัง กลีบแฉกลึกประมาณกึ่งหนึ่งของความยาวกลีบ มีขนสากด้านนอก ติดทน กลีบสีขาว รูปดอกเข็ม กลีบแยกประมาณกึ่งหนึ่งมีขนด้านนอก เกสรตัวผู้ 12-16 อัน เกลี้ยง ดอกตัวเมียเป็นดอกเดี๋ยว คล้ายดอกตัวผู้แต่มีขนาดใหญ่กว่า รังไข่มีขนยาวที่โคนมี 4 ช่อง ก้านเกสรเพศเมียเกลี้ยง ไม่มีเกสรเพศผู้ที่เป็นหมัน
ผลสดแบบมีเนื้อ รูปทรงกลม กลีบเลี้ยงแยกเกือบจรดโคน มีขนด้านนอก ผลอ่อนมีขนนุ่ม ผลแก่เกลี้ยงมีนวลสีขาว รับประทานได้ มีหลายเมล็ด
พบที่กัมพูชา เวียดนามและคาบสมุทรมลายู ในไทยพบกระจายห่างๆ ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภาคใต้ตอนบน ขึ้นตามสันเขาในป่าดิบแล้งและป่าดิบชื้น
ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด
ประโยชน์ ผลแก่สามารถรับประทานได้ ใบอ่อนรับประทานเป็นผักสดมีรสฝาดหวาน เป็นสมุนไพร รากแช่น้ำดื่มและอาบแก้ซางเด็ก (โรคของเด็กเล็กมีอาการสำคัญคือ ซึม มีเม็ดขึ้นในปากและลำคอ ลิ้นเป็นฝ้า เบื่ออาหาร) หรือเข้ายาแก้ประดง เป็นยาแก้ปวดท้อง แก้บิด รากนำมาต้มรวมกับสมุนไพรอื่นแก้ไข้ ใช้เป็นยาเย็น เป็นต้น
ลำบิดดง (Diospyrosfilipendula pierre ex lecomte)
มีชื่ออื่นๆ ว่า จังนัง คันจอง คันจ้อง ดำบิดดง จูมจ้อง เป็นต้น เป็นพืชในวงศ์ Ebenaceae
เป็นไม้ยืนต้น ไม่ผลัดใบ สูงได้ถึงประมาณ 10-12 เมตร เปลือกสีเทาปนน้ำตาล
ใบ เป็นใบเดี่ยวเรึยงสลับ รูปหัวใจ รูปวงรีถึงรูปขอบขนาน ปลายใบแหลมหรือมน โคนใบแหลมมนหรือรูปหัวใจ แผ่นใบบางมีขนสั้นหนานุ่ม มีขนตลอดเส้นกลางใบ
ดอก แยกเพศอยู่คนละต้น กลีบดอกและกลีบเลี้ยงมีอย่างละ 4 กลีบ ดอกตัวผู้ออกเป็นกระจุกที่ซอกใบ ดอกย่อย 2-3 ดอก กลีบเลี้ยงรูประฆัง กลีบแฉกลึกประมาณกึ่งหนึ่งของความยาวกลีบ มีขนสากด้านนอก ติดทน กลีบสีขาว รูปดอกเข็ม กลีบแยกประมาณกึ่งหนึ่งมีขนด้านนอก เกสรตัวผู้ 12-16 อัน เกลี้ยง ดอกตัวเมียเป็นดอกเดี๋ยว คล้ายดอกตัวผู้แต่มีขนาดใหญ่กว่า รังไข่มีขนยาวที่โคนมี 4 ช่อง ก้านเกสรเพศเมียเกลี้ยง ไม่มีเกสรเพศผู้ที่เป็นหมัน
ผลสดแบบมีเนื้อ รูปทรงกลม กลีบเลี้ยงแยกเกือบจรดโคน มีขนด้านนอก ผลอ่อนมีขนนุ่ม ผลแก่เกลี้ยงมีนวลสีขาว รับประทานได้ มีหลายเมล็ด
พบที่กัมพูชา เวียดนามและคาบสมุทรมลายู ในไทยพบกระจายห่างๆ ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภาคใต้ตอนบน ขึ้นตามสันเขาในป่าดิบแล้งและป่าดิบชื้น
ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด
ประโยชน์ ผลแก่สามารถรับประทานได้ ใบอ่อนรับประทานเป็นผักสดมีรสฝาดหวาน เป็นสมุนไพร รากแช่น้ำดื่มและอาบแก้ซางเด็ก (โรคของเด็กเล็กมีอาการสำคัญคือ ซึม มีเม็ดขึ้นในปากและลำคอ ลิ้นเป็นฝ้า เบื่ออาหาร) หรือเข้ายาแก้ประดง เป็นยาแก้ปวดท้อง แก้บิด รากนำมาต้มรวมกับสมุนไพรอื่นแก้ไข้ ใช้เป็นยาเย็น เป็นต้น
ป้ายกำกับ:
ผลไม้,
ผลไม้ป่า,
ลำบิดดง,
หมากคันจ้อง,
Joyrawee
วันจันทร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2562
มะม่วงหาวมะนาวโห่ (Bengal-Currants)
วันนี้ได้มีโอกาสไปทานก๋วยเตี๋ยวร้านหนึ่ง ซึ่งข้างร้านเขาได้ปลูกต้นมะม่วงหาวมะนาวโห่ไว้หลายต้นเลย กำลังมีลูกเต็มต้นดูน่ากินมาก จึงทำให้อยากรู้ข้อมูลของเจ้าผลมะม่วงหาวมะนาวโห่นี้ขึ้นมาทันที เราไปดูข้อมูลคร่าวๆ ของเจ้าผลไม้ที่มีลูกสดใสนี้พร้อมๆ กันเลย!
มะม่วงหาวมะนาวโห่ (Bengal-Currants)
มะม่วงหาวมะนาวโห่ เป็นชื่อที่เพี้ยนมาจาก "มะม่วงไม่รู้หาวมะนาวไม่รู้โห่"เป็นผลไม้ในวรรณคดีเรื่อง "นางสิบสอง" มีชื่ออื่นๆ ว่า หนามแดง หนามขี้แฮด มะนาวไม่รู้โห่ มะนาวโห่ เป็นต้น เป็นพืชในวงศ์ Apocynaceae มีถิ่นกำเนิดในอินเดีย พบการกระจายพันธ์ในประเทศอินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ศรีลังกา พม่า จีนและไทย
เป็นผลไม้พันธุ์ไม้มีหนามที่เป็นสมุนไพรชนิดหนึ่ง ผลจะมีสีแดงเรียวเล็กคล้ายมะเขือเทศราชินี คือ มีลักษณะเป็นรูปทรงกลมรี ขนาดเท่าหัวแม่มือเป็นพวงมีเมล็ดจำนวนมาก เป็นผลไม้ที่มีเนื้อสดเนื้อนุ่มรับประทานได้ ผลอ่อนจะมีสีขาวอมชมพูมีน้ำยางมาก และค่อยๆ เข้มขึ้นเป็นสีแดงจนกลายเป็นสีดำเมื่อสุกเต็มที่ ผลสุกจะมีรสชาติออกหวานนุ่มลิ้นถ้ายังไม่สุกจะมีรสเปรี้ยวถึงเปรี้ยวมาก มีธาตุเหล็กและวิตามินซีสูง เมื่อกัดไปแล้วจะมียางเหนียวๆ ฝาดคอ
ลำต้นมียางขาวเปลือกสีเทามีหนามยาว มีกิ่งเป็นจำนวนมากและมีความแข็ง ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามรูปไข่หรือรูปขอบขนาน ปลายใบกลมหรือเว้าบุ๋ม โคนใบมนขอบใบเรียว ผิวใบเกลี้ยงเนื้อใบหนาและเหนียวคล้ายแผ่นหนัง ดอกกระจุกออกที่ซอกใบและปลายกิ่ง กลีบดอกสีขาวหรือสีชมพูอ่อน เชื่อมติดกันเป็นหลอดยาว ปลายแยกเป็น 5 กลีบ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด
ประโยชน์ ปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับ ผลสามารถทานสดๆ ได้ นำมาปรุงอาหารแทนมะนาวได้ ทำเป็นผลไม้หมักดอง หรือนำมาประกอบอาหารได้หลายเมนู เป็นสมุนไพร เช่น ผลใช้ยรรเทาอาการปวดเหมื่อยตามข้อ พอกดับพิษ ช่วยฆ่าเชื้อ ขับปัสสาวะ บรรเทาอาการไอ ขับเสมหะ รักษาโรคเก๊าต์ โรคปอด ใบช่วยรักษาโรคลมชัก แก้ไข้ แก้อาการเจ็บคอ ปวดหู แก้อาการท้องเสีย รากช่วยขับพยาธิ บำรุงกระเพาะอาหาร แก้อาการคัน เป็นต้น
ป้ายกำกับ:
ผลไม้,
มะม่วงหาวมะนาวโห่,
Bengal-Currants,
fruit,
Joyrawee
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
















